Page 200 - หนังสืออนุสรณ์ 125 ปี ท่าแร่
P. 200

ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจในการเป็นพระสงฆ์ของผม ผมไม่เพียงแต่จะดูแลเด็กค�าสอนเท่านั้น แต่ยังได้

            ดูแลผู้สูงอายุด้วย ทุกปีผมจะมีมิสซาพิเศษส�าหรับพวกเขา โปรดศีลเจิมคนไข้ให้เขา สมัยก่อนถ้าพูดถึง
            ศีลเจิมฯแล้ว ใครๆ ก็กลัวแต่หลังจากนั้นความรู้สึกได้เปลี่ยนไป

                    ปัจจุบันนี้ผมมีปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมไม่สามารถฟันธงได้  ผมไม่ทราบว่าระหว่างสัตบุรุษ
            วัดนักบุญเปโตรมุกดาหารกับสัตบุรุษวัดอัครเทวดามีคาแอลท่าแร่ ใครจะรักผมมากกว่า แต่ที่แน่ๆ คือผม

            เป็นหนี้บุญคุณความรักความเมตตาของทั้งสองวัดนี้  โดยผ่านการเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์
            ขอพระเป็นเจ้าอวยพรพวกเราทุกคน





                                  จากความทรงจ�าของเจ้าอาวาสองค์หนึ่ง




            คุณพ่อยอห์นบันลือ  เกียรติธาตรี
            เจ้าอาวาสองค์ที่ 13 ค.ศ.1989-1993



                    ในปี 1989 ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ จึงออก

            จากการเป็นอธิการสามเณราลัย ฟาติมา ออกมาพร้อมกับชุดคอมพิวเตอร์ และปริ้นเตอร์ส่วนตัว เนื่องจาก
                                                                                            �
            ท่าแร่ในเวลานั้นมี 14 คุ้ม เวลาการแต่งตั้งและเลือกตั้งสภาภิบาลวัดก็ให้มีตัวแทนจากทุกคุ้ม ทั้งโดยตาแหน่ง
                                      �
            และโดยการเลือกตั้งเข้ามา มีจานวนถึง 250 คน ต้องขอขอบคุณสมาชิกสภาภิบาลวัดในยุคนั้นไว้ใน
            โอกาสนี้ด้วย เพราะในการประชุมแต่ละเดือน ได้มีสิ่งดีๆ และใหม่ๆ ออกสู่ชุมชนเพื่อขอความร่วมมือและ

            น�าไปปฏิบัติ
                                                                                 �
                    สมาชิกคณะพลมารีย์ที่ท่าแร่ก็เป็นพลังมหาศาลส�าหรับงานแพร่ธรรม และมีจานวนเปรสิเดียมมาก
                                                                           �
            เวลานั้นเจ้าอาวาสวัดท่าแร่ยังเป็นจิตตาธิการคณะพลมารีย์ของมิสซังโดยตาแหน่งอีกด้วย ครูคาสอน
                                                                                            �
            จากคุ้มต่างๆก็เป็นก�าลังส�าคัญ บางคนเริ่มสอนขณะที่ยังเป็นนักเรียนอยู่
                    วันหนึ่งมีวาระที่ส�าคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภาภิบาล โดยมีค�าส�าคัญอยู่ 2 ค�า คือ “เลื่อน” และ “เลี้ยง”
            แต่เดิมชาวท่าแร่เคยท�าการฉลองวัดประจ�าปีแต่เช้ามืด จนสัตบุรุษจากวัดอื่นๆไม่สามารถมาร่วมฉลองได้

            จึงมีการเสนอให้เลื่อนเวลาออกไปเป็นเวลา 10.00 น. และให้เลี้ยงอาหารกลางวันสัตบุรุษที่มาจาก
            วัดอื่นด้วย การเลื่อนเวลาไม่มีปัญหาในที่ประชุม ส่วนการเลี้ยงอาหาร เนื่องจากไม่เคยทา กลัวจะบกพร่อง
                                                                                   �
            แต่หลังจากได้อภิปรายกันพอสมควรก็ผ่านไปด้วยดี  มีการลุ้นต่อให้เลื่อนวันฉลองไปเป็นวันที่  29
                                                   �
            กันยายน วันฉลองอัครเทวดามีคาแอลแต่ไม่สาเร็จ  เพราะชาวบ้านอยากฉลองเสร็จก็พากันเริ่มท�านา
            ตามธรรมเนียมเดิม
                      ได้สังเกตว่าสัญญาณระฆังส่งศพรับศพผู้ล่วงลับ เหมือนกันกับเวลาตีระฆังเข้าวัด จึงนาเรื่อง
                                                                                            �
            เข้าที่ประชุมสภาอภิบาลวัด  ก็มีคนให้เหตุผลว่า  ถ้าตีระฆังแบบแต่ก่อน  คนที่ป่วยอยู่ก็จะเสียใจ



            198                                                                          ภาคผนวก
   195   196   197   198   199   200   201   202   203   204   205